IELTS Ace
IELTSStudy abroad

สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยต่างประเทศจากไทย: คู่มือทีละขั้น

โดย The English for Education team·9 นาทีในการอ่าน·อัปเดตเมื่อ 5 กันยายน 2026

IELTS specialists — MUIC & Chulalongkorn University alumni, IELTS Speaking Band 9, trained via IDP IELTS teacher courses.

สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยต่างประเทศจากไทย: คู่มือทีละขั้น
คำตอบสั้น ๆ

การสมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยต่างประเทศจากไทยมีเส้นทางหลักเหมือนกันไม่ว่าจะเล็งประเทศไหน คือ เลือกมหาวิทยาลัยที่สนใจไว้ไม่กี่แห่งแล้วอ่านเกณฑ์รับสมัครของแต่ละที่ สอบวัดภาษาอังกฤษ (ส่วนใหญ่คือ IELTS Academic หรือ TOEFL) และสอบเสริมอย่าง SAT เท่าที่จำเป็น จากนั้นเตรียมและยื่นใบสมัครผ่านระบบที่ถูกต้อง — UCAS สำหรับอังกฤษ, Common App หรือสมัครตรงสำหรับอเมริกา และมักสมัครตรงสำหรับออสเตรเลียและแคนาดา ควรเริ่มล่วงหน้าราวหนึ่งปี เพราะเส้นตายรับสมัครมาก่อนวันเปิดเรียนหลายเดือน เกณฑ์ภาษาอังกฤษระดับปริญญาตรีโดยทั่วไปอยู่ราว IELTS 6.0–6.5 และขยับเป็น 6.5–7.0 สำหรับหลักสูตรที่แข่งขันสูงและปริญญาโท แต่ควรตรวจสอบตัวเลขจริงกับเว็บไซต์ทางการของแต่ละมหาวิทยาลัยเสมอ

ภาพรวมและไทม์ไลน์

การสมัครเรียนต่อจากไทยไปมหาวิทยาลัยต่างประเทศดูน่ากลัว แต่จริง ๆ แล้วเป็นกระบวนการเดียวที่แค่มีรายละเอียดต่างกันไปตามประเทศ ทุกปลายทางขอสิ่งเดียวกันในภาพกว้าง — เกรดที่โรงเรียนดี ผลภาษาอังกฤษ บางที่มีสอบเข้า และใบสมัครที่บอกว่าคุณเป็นใคร เพียงแต่จัดรูปแบบและยื่นต่างกันเล็กน้อย พอมองเห็นโครงร่างร่วมนี้ ระบบของแต่ละประเทศก็จะเลิกดูเหมือนภูเขาคนละลูก

ข้อผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดคือเริ่มช้า ควรเริ่มหาข้อมูลล่วงหน้า 12–18 เดือนก่อนวันที่ตั้งใจจะเริ่มเรียน สอบต่าง ๆ ก่อนยื่นสมัครหลายเดือน ยื่นใบสมัครราวหนึ่งปีก่อนเปิดเรียน แล้วจึงจัดการเรื่องผลตอบรับ ทุน และวีซ่านักเรียนในเดือนถัด ๆ มา เส้นตายจริงต่างกันไปตามประเทศและมหาวิทยาลัย จึงควรทำปฏิทินของตัวเองจากวันที่ทางการของแต่ละที่ แทนที่จะยึดกฎกลาง ๆ

  • 12–18 เดือนก่อน: หาข้อมูลประเทศ มหาวิทยาลัย และหลักสูตร จดเกณฑ์รับสมัครของแต่ละที่ไว้
  • 9–12 เดือนก่อน: สอบ IELTS/TOEFL และ SAT/ACT ถ้าจำเป็น พร้อมติดต่อผู้เขียนจดหมายรับรอง
  • ราว 12 เดือนก่อนเปิดเรียน: ยื่นผ่าน UCAS / Common App / ระบบสมัครตรง (เส้นตายของอังกฤษและมหาวิทยาลัยดังในอเมริกามักอยู่ช่วงต้นปีสำหรับเทอมที่เปิดในฤดูใบไม้ร่วงปีนั้น ส่วน Oxbridge แพทย์ และรอบ early ของอเมริกาจะเร็วกว่า)
  • 6–9 เดือนก่อน: ตอบรับข้อเสนอ สมัครทุน และจัดการเรื่องเงิน
  • 3–6 เดือนก่อน: ยืนยันรับที่นั่ง แล้วยื่นขอวีซ่านักเรียนและหาที่พัก
สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยต่างประเทศจากไทย: คู่มือทีละขั้น — ภาพสรุปแนวคิด
ภาพสรุปแนวคิด · ภาพรวมและไทม์ไลน์

ขั้นที่ 1: เลือกมหาวิทยาลัยและเช็กเกณฑ์รับสมัคร

เริ่มจากทำลิสต์มหาวิทยาลัยที่สนใจสักห้าถึงสิบแห่งในสองสามประเทศ ผสมทั้งที่ตั้งเป้าสูง (reach) กับที่มั่นใจว่าติดแน่ ๆ เลือกจากเนื้อหาหลักสูตรเป็นอันดับแรก แล้วค่อยดูสิ่งที่มีผลต่อชีวิตในต่างแดน เช่น ทำเล ค่าใช้จ่ายรวม ทุน โอกาสหลังเรียนจบ และความเป็นมิตรกับนักเรียนต่างชาติ

สำหรับทุกหลักสูตรในลิสต์ ให้เปิดหน้ารับสมัครทางการแล้วจดเกณฑ์ให้ครบ เกณฑ์ต่างกันทั้งระหว่างมหาวิทยาลัยและระหว่างหลักสูตรในมหาวิทยาลัยเดียวกัน จึงอย่าเชื่อตัวเลขกลาง ๆ ให้ยืนยันทีละข้อจากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเอง

  • เกรด: GPAX ม.6 หรือผล IGCSE/A-level, IB หรือวุฒิอื่น ๆ และวิชาพื้นฐานที่ต้องมี รวมถึงวุฒิไทยของคุณถูกพิจารณาอย่างไร
  • ผลภาษาอังกฤษ: รับผลสอบตัวไหนบ้าง คะแนนรวมและรายทักษะขั้นต่ำเท่าไร
  • สอบเข้า: SAT/ACT สำหรับบางหลักสูตรในอเมริกา และสอบเฉพาะวิชาสำหรับบางหลักสูตรในอังกฤษ
  • เส้นตายและรอบเปิดเรียน: วันปิดรับสมัคร และมีรอบเปิดเรียนหนึ่งรอบหรือหลายรอบต่อปี

ผลสอบภาษาอังกฤษ (IELTS/TOEFL) — มักต้องใช้เสมอ

ถ้าภาษาแม่ของคุณไม่ใช่ภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยในต่างประเทศเกือบทุกแห่งจะขอให้พิสูจน์ภาษาอังกฤษด้วยผลสอบที่ได้รับการยอมรับ และนี่คือขั้นที่นักเรียนไทยมองข้ามบ่อยที่สุด IELTS Academic เป็นที่ยอมรับกว้างขวางที่สุดในโลก TOEFL iBT ก็ได้รับการยอมรับเกือบเท่ากัน และหลายมหาวิทยาลัยยังรับ Duolingo English Test (DET) ด้วย เลือกสอบตัวที่มหาวิทยาลัยในลิสต์ของคุณรับ แล้วตั้งเป้าให้สูงกว่าขั้นต่ำอย่างสบาย ๆ

คร่าว ๆ ระดับปริญญาตรีทั่วไปอยู่ราว IELTS 6.0–6.5 มหาวิทยาลัยที่แข่งขันสูง หลักสูตรกลุ่ม Russell Group ในอังกฤษ และหลักสูตรปริญญาโทส่วนใหญ่ขอราว 6.5–7.0 ส่วนบางหลักสูตรที่เข้มข้นต้องการ 7.0–7.5 พร้อมคะแนนขั้นต่ำในทุกทักษะ TOEFL และ DET ก็มีสเกลเทียบเท่าของตัวเอง ทั้งหมดนี้เป็นช่วงโดยประมาณเท่านั้น ตัวเลขที่สำคัญคือตัวที่อยู่บนหน้าหลักสูตรของคุณ จึงควรตรวจสอบที่นั่น

ขั้นนี้แหละที่การเตรียมตัวดี ๆ คุ้มค่าที่สุด เพราะคะแนนขาดไปแค่ครึ่งแบนด์ก็ทำให้ใบสมัครที่ดีอยู่แล้วสะดุดได้ ผู้เรียนส่วนใหญ่ใช้เวลาราว 8–12 สัปดาห์ของการฝึกอย่างสม่ำเสมอในการขยับครึ่งแบนด์ถึงหนึ่งแบนด์ และคะแนนขึ้นเร็วที่สุดเมื่อแก้ทักษะที่อ่อนที่สุดก่อน พร้อมได้ฟีดแบ็กจริงกับ Writing และ Speaking ไม่ใช่แค่ทำข้อสอบเยอะ ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ engforedu.com ออกแบบมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ — แบบฝึก IELTS สองภาษา (ไทยและอังกฤษ) พร้อมระบบให้คะแนนแบนด์ด้วย AI สำหรับ Writing และ Speaking มี mock test เต็มรูปแบบ และแผนการเรียนที่วางเป็นขั้นตอน เริ่มด้วยแบบทดสอบวัดระดับฟรีที่บอกว่าคุณอยู่แบนด์ไหนและห่างจากเป้าเท่าไร มันคือความช่วยเหลือที่ใช้ได้จริงเพื่อไปให้ถึงคะแนนที่มหาวิทยาลัยขอ ไม่ใช่ทางลัดข้ามมันไป

SAT/ACT และการสอบอื่น ๆ

นอกจากภาษาอังกฤษ บางปลายทางต้องการผลสอบเข้า แต่ก็น้อยกว่าที่นักเรียนส่วนใหญ่คิด สำหรับสหรัฐอเมริกา หลายมหาวิทยาลัยขอ SAT หรือ ACT แม้ว่าจำนวนมากจะกลายเป็นแบบ 'test-optional' คือเลือกได้ว่าจะยื่นคะแนนหรือไม่ แต่คะแนน SAT ที่ดีก็ยังช่วยเสริมใบสมัครที่แข่งขันสูงได้ ส่วนอังกฤษ ออสเตรเลีย และแคนาดาโดยทั่วไปไม่ใช้ SAT ในการรับระดับปริญญาตรี แม้บางหลักสูตรเฉพาะในอังกฤษ (เช่นบางหลักสูตรที่ Oxford และ Cambridge หรือแพทย์และกฎหมาย) จะมีสอบเฉพาะวิชาของตัวเอง

เช็กหน้าหลักสูตรของแต่ละที่ว่าต้องสอบ เลือกได้ หรือไม่ใช้เลย และอย่าไปสอบข้อสอบเข้าที่แพงทั้งที่ไม่จำเป็น ที่ไหนต้องสอบหรือสอบแล้วช่วยชัดเจน ให้วางแผนแต่เนิ่น ๆ สอบล่วงหน้าก่อนยื่นสมัครหลายเดือน เพื่อให้คะแนนพร้อมและมีเวลาสอบซ้ำถ้าจำเป็น

  • ปริญญาตรีอเมริกา: SAT หรือ ACT มักเป็นแบบ test-optional ตรวจสอบแต่ละมหาวิทยาลัย
  • อังกฤษ: หลักสูตรส่วนใหญ่ไม่ใช้ SAT บางหลักสูตรที่แข่งขันสูงมีสอบเข้าของตัวเอง
  • ออสเตรเลียและแคนาดา: มักรับจากเกรดที่โรงเรียนบวกผลภาษาอังกฤษ ไม่ใช้ SAT สำหรับปริญญาตรีส่วนใหญ่
  • ปริญญาโท: บางหลักสูตรขอ GRE หรือ GMAT แทน SAT

การยื่นสมัคร: อังกฤษ (UCAS) กับ อเมริกา (Common App) กับ ออสเตรเลีย/แคนาดา

วิธียื่นสมัครจริงต่างกันไปตามประเทศ เข้าใจแต่ละระบบไว้ล่วงหน้าจะช่วยไม่ให้พลาดเส้นตายหรือเอกสารที่ต้องใช้

  • อังกฤษ — UCAS: ใบสมัครออนไลน์ใบเดียว เลือกได้สูงสุดห้าหลักสูตร ใช้ personal statement ฉบับเดียว เกรดคาดการณ์ และจดหมายรับรองหนึ่งฉบับ ไม่ต้องสมัครแยกทีละมหาวิทยาลัย เส้นตายหลักของหลักสูตรส่วนใหญ่อยู่ช่วงต้นปีสำหรับเทอมที่เปิดในฤดูใบไม้ร่วงปีนั้น (เร็วกว่านั้นสำหรับ Oxford, Cambridge, แพทย์ ทันตแพทย์ และสัตวแพทย์)
  • อเมริกา — Common App หรือสมัครตรง: Common Application ยื่นได้หลายมหาวิทยาลัยพร้อมกัน แต่แต่ละที่มักมีเรียงความเสริม ('supplements') ของตัวเอง และการรับสมัครเป็นแบบองค์รวม — เกรด ผลสอบ เรียงความ กิจกรรม และจดหมายรับรองมีผลทั้งหมด เส้นตายรอบปกติมักอยู่ช่วงปีใหม่ ส่วนรอบ early action / early decision จะเร็วกว่าในช่วงปลายปี
  • ออสเตรเลียและแคนาดา — มักสมัครตรง: ยื่นตรงบนเว็บไซต์ของแต่ละมหาวิทยาลัย (หรือผ่านเอเจนซีที่ได้รับอนุญาต) ข้อเสนอมักพิจารณาจากเกรดบวกภาษาอังกฤษ และบางที่มีหลายรอบเปิดเรียนต่อปี มหาวิทยาลัยที่คัดเลือกเข้มในแคนาดาอาจแข่งขันสูงและมีเส้นตายเร็วกว่า

เรียงความและจดหมายรับรอง

เมื่อจัดการเอกสารครบแล้ว สิ่งที่ทำให้ผู้สมัครโดดเด่นจริง ๆ คืองานเขียน personal statement ของ UCAS อังกฤษเป็นเรียงความชิ้นเดียวที่โฟกัสว่าทำไมอยากเรียนวิชานั้น มีหนังสือที่อ่านและกิจกรรมอะไรมาสนับสนุน และคุณมีอะไรดี — ใช้ฉบับเดียวกันกับทั้งห้าตัวเลือก จึงต้องเน้นที่ตัววิชา ไม่ใช่เอ่ยชื่อมหาวิทยาลัยใดมหาวิทยาลัยหนึ่ง ส่วนเรียงความของอเมริกาเป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่า เรียงความหลักของ Common App คือเรื่องราวเกี่ยวกับตัวคุณ และ supplements ของแต่ละที่จะถามว่าทำไมต้องเป็นคุณ ทำไมต้องเป็นเขา และทำไมหลักสูตรนี้

จดหมายรับรอง (recommendation letter) มักมาจากครูที่รู้จักผลงานวิชาการของคุณ ขอแต่เนิ่น ๆ บอกเส้นตายและเขียนสรุปสั้น ๆ เรื่องเป้าหมายและผลงานให้ครู เพื่อให้เขาเขียนง่ายขึ้น ไม่ว่าปลายทางไหน ให้เขียนด้วยน้ำเสียงจริงใจของตัวเอง ตอบให้ตรงโจทย์ อยู่ในจำนวนคำที่กำหนด และตรวจแก้ให้ดี — เรียงความที่ชัดและเจาะจงชนะเรียงความกลาง ๆ ที่ขัดจนเงาเสมอ

  • Personal statement อังกฤษ: เน้นตัววิชา มีหลักฐานสนับสนุน ใช้ฉบับเดียวกับทั้งห้าตัวเลือก
  • เรียงความอเมริกา: เรียงความหลักเรื่องตัวคุณ บวก supplements 'ทำไมต้องเป็นเรา' เฉพาะแต่ละมหาวิทยาลัย
  • จดหมายรับรอง: ขอจากครูวิชาการแต่เนิ่น ๆ และให้ข้อมูลครบ
  • ทุกที่: ตอบให้ตรงโจทย์ เจาะจงและจริงใจ คุมจำนวนคำ และตรวจทานให้เรียบร้อย

ทุนและการจัดการเงิน (ภาพรวม)

การเรียนต่อต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งค่าเทอมและค่าครองชีพ จึงควรวางแผนเรื่องเงินไปพร้อมกับการสมัคร ไม่ใช่ค่อยคิดทีหลัง ทุนมาจากหลายแหล่ง ทั้งจากมหาวิทยาลัยเอง (มักเป็นทุนเรียนดี และบางทีได้อัตโนมัติเมื่อสมัคร) ทุนจากรัฐบาลของประเทศปลายทาง และแหล่งทุนไทยรวมถึงทุนรัฐบาลและทุนองค์กร หลายทุนมีเส้นตายเร็วพอ ๆ กันหรือเร็วกว่าการรับสมัคร จึงควรหาข้อมูลทันทีที่ทำลิสต์มหาวิทยาลัยเสร็จ

สำหรับวีซ่านักเรียน ประเทศส่วนใหญ่ยังขอให้แสดงว่าคุณมีเงินพอสำหรับค่าเทอมและค่าครองชีพ จึงควรเก็บหลักฐานการเงินให้เป็นระเบียบ ตัวเลขหรือเงื่อนไขของทุนใด ๆ ที่อ่านเจอ ให้ถือเป็นสิ่งที่ต้องยืนยันจากแหล่งทางการ เพราะโครงการและตัวเลขเปลี่ยนทุกปี

  • ทุนมหาวิทยาลัย: ทุนเรียนดีหรือทุนตามความจำเป็น ดูหน้าทุน/ทุนช่วยเหลือของแต่ละที่
  • ทุนของประเทศปลายทาง: ทุนรัฐบาลหรือทุนสถาบันสำหรับนักเรียนต่างชาติ
  • ทุนไทย: ทุนรัฐบาลและทุนเอกชน/องค์กรสำหรับเรียนต่อต่างประเทศ
  • คิดงบรวม: ค่าเทอมบวกค่าครองชีพ และเงินที่วีซ่านักเรียนกำหนดให้แสดง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เริ่มช้าเกินไป จนพลาดเส้นตายที่มาก่อนวันเปิดเรียนตั้งหนึ่งปี
  • ประเมินผลสอบภาษาอังกฤษต่ำไป ปล่อย IELTS/TOEFL ไว้นาทีสุดท้าย หรือเล็งแค่คะแนนขั้นต่ำสุด
  • สมัครแต่มหาวิทยาลัยที่เล็งสูง (reach) โดยไม่มีตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าในลิสต์
  • ก๊อปเรียงความกลาง ๆ ไปใช้ทุกใบสมัคร แทนที่จะตอบให้ตรงโจทย์ของแต่ละที่
  • ไปสอบข้อสอบเข้า (เช่น SAT) ที่จริง ๆ ไม่จำเป็น หรือข้ามตัวที่จำเป็นไป
  • อ่านเกณฑ์จากเว็บบอร์ดหรือบล็อกเก่า ๆ แทนที่จะดูหน้าทางการของมหาวิทยาลัย
  • ลืมคิดงบค่าครองชีพและเงินที่ต้องแสดงสำหรับวีซ่านักเรียน

วิธีสมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยต่างประเทศจากไทย

  1. 1
    หาข้อมูลและทำลิสต์

    เลือกมหาวิทยาลัย 5–10 แห่งในหนึ่งถึงสองประเทศ ผสมทั้งที่เล็งสูงและปลอดภัย โดยดูจากหลักสูตร ค่าใช้จ่าย และผลหลังเรียนจบ

  2. 2
    เช็กเกณฑ์ของแต่ละหลักสูตร

    บนหน้าหลักสูตรทางการทุกหน้า จดเกรด คะแนนภาษาอังกฤษ สอบเข้าอย่าง SAT ถ้ามี และเส้นตาย

  3. 3
    สอบภาษาอังกฤษ

    เตรียมตัวและสอบ IELTS Academic หรือ TOEFL ตั้งเป้าให้สูงกว่าขั้นต่ำของแต่ละที่อย่างสบาย ๆ

  4. 4
    สอบข้อสอบเข้าเท่าที่จำเป็น

    สอบ SAT/ACT หรือสอบเฉพาะวิชาเฉพาะที่หลักสูตรต้องใช้หรือช่วยจริง ๆ ล่วงหน้าหลายเดือน

  5. 5
    เตรียมใบสมัคร

    เขียน personal statement ของ UCAS หรือเรียงความและ supplements ของ Common App และติดต่อผู้เขียนจดหมายรับรองแต่เนิ่น ๆ

  6. 6
    ยื่นผ่านระบบที่ถูกต้อง

    สมัครผ่าน UCAS (อังกฤษ), Common App หรือสมัครตรง (อเมริกา) หรือสมัครตรง (ออสเตรเลีย/แคนาดา) ก่อนเส้นตายของแต่ละที่

  7. 7
    จัดการผลตอบรับ ทุน และวีซ่า

    ตอบรับข้อเสนอ สมัครทุน แล้วยืนยันรับที่นั่งและยื่นขอวีซ่านักเรียน

คำถามที่พบบ่อย

อยากเรียนต่อต่างประเทศจากไทยต้องมีอะไรบ้าง

โดยทั่วไป: เกรดที่โรงเรียนดี (วุฒิ ม.6 หรือวุฒิอินเตอร์อย่าง IGCSE/A-level หรือ IB) ผลภาษาอังกฤษอย่าง IELTS หรือ TOEFL บางที่มีสอบเข้าอย่าง SAT ใบสมัครพร้อมเรียงความและจดหมายรับรอง และหลักฐานว่ามีเงินพอสำหรับวีซ่านักเรียน เกณฑ์ต่างกันไปตามมหาวิทยาลัย ควรยืนยันแต่ละข้อจากเว็บไซต์ทางการ

เรียนต่อต่างประเทศต้องได้ IELTS เท่าไร

คร่าว ๆ ปริญญาตรีทั่วไปขอราว IELTS 6.0–6.5 มหาวิทยาลัยที่แข่งขันสูงและปริญญาโทราว 6.5–7.0 ส่วนบางหลักสูตรที่เข้มข้นขอ 7.0–7.5 พร้อมคะแนนขั้นต่ำในทุกทักษะ ทั้งหมดเป็นช่วงโดยประมาณ ควรเช็กเกณฑ์จริงบนหน้าหลักสูตรของคุณ

ควรเริ่มสมัครเรียนต่อเมื่อไร

เริ่มหาข้อมูลล่วงหน้าราว 12–18 เดือน สอบภาษาอังกฤษและสอบเข้าก่อนยื่นสมัครหลายเดือน และยื่นราวหนึ่งปีก่อนเปิดเรียน — เส้นตายของ UCAS อังกฤษและมหาวิทยาลัยดังในอเมริกามักอยู่ช่วงต้นปีสำหรับเทอมฤดูใบไม้ร่วงปีนั้น ส่วน Oxbridge แพทย์ และรอบ early ของอเมริกาจะเร็วกว่า

ควรสอบ IELTS หรือ TOEFL

ใช้ได้ทั้งคู่กับมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ IELTS Academic เป็นที่ยอมรับกว้างขวางที่สุดในโลก และ TOEFL iBT ก็ได้รับการยอมรับเกือบเท่ากัน หลายมหาวิทยาลัยยังรับ Duolingo English Test ด้วย เลือกตัวที่มหาวิทยาลัยในลิสต์ของคุณรับและคุณถนัดที่สุด แล้วยืนยันว่ารับบนหน้าหลักสูตรของแต่ละที่

ต้องสอบ SAT ไหมถึงจะเรียนต่อได้

ไม่เสมอไป มหาวิทยาลัยในอเมริกาหลายแห่งขอ SAT หรือ ACT แต่จำนวนมากเป็นแบบ test-optional แล้ว ส่วนอังกฤษ ออสเตรเลีย และแคนาดาโดยทั่วไปไม่ใช้ SAT สำหรับปริญญาตรี (บางหลักสูตรเฉพาะในอังกฤษมีสอบเข้าของตัวเอง) เช็กแต่ละหลักสูตรว่าต้องสอบ เลือกได้ หรือไม่ใช้

สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยในอังกฤษจากไทยทำอย่างไร

ผ่าน UCAS: ใบสมัครออนไลน์ใบเดียว เลือกได้สูงสุดห้าหลักสูตร ใช้ personal statement เกรดคาดการณ์ และจดหมายรับรองหนึ่งฉบับ ยื่นภายในเส้นตายของ UCAS (เร็วกว่านั้นสำหรับ Oxford, Cambridge และแพทย์) และต้องผ่านเกณฑ์ภาษาอังกฤษด้วย ซึ่งมักใช้ IELTS Academic

เตรียมสอบภาษาอังกฤษใช้เวลานานแค่ไหน

ผู้เรียนส่วนใหญ่ใช้เวลาราว 8–12 สัปดาห์ของการฝึกอย่างสม่ำเสมอในการขยับครึ่งแบนด์ถึงหนึ่งแบนด์บน IELTS นานกว่านั้นถ้าเริ่มต่ำกว่าเป้ามากหรือหลายทักษะยังอ่อน แก้ทักษะที่อ่อนที่สุดก่อน ฝึกแบบจับเวลา และขอฟีดแบ็กกับ Writing และ Speaking — แบบทดสอบวัดระดับฟรีบน engforedu.com จะบอกว่าคุณอยู่แบนด์ไหนและห่างจากเป้าเท่าไร

ลองฝึกจริงกับการตรวจให้คะแนนด้วย AI ทันที และแบบทดสอบไม่จำกัด

นักเรียนกว่า 3,000+ คนทั่วประเทศไว้วางใจ · เริ่มฝึกฟรี ไม่ต้องใช้บัตร

อ่านต่อ